สมัครหวยออนไลน์

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556


เรื่องราว มหัศจรรย์ของลุงเชาว์
ตั้งแต่ 65 ล้านปีที่แล้วได้เกิดภูเขาไฟระเบิด ก็ไม่มีใครพบไดโนเสาร์อีกเลย เลขเด็ด
  ไดโนเสาร์ไม่ใช่สัตว์กลุ่มเดียวที่สูญสิ้นไปในช่วงเวลานั้น พวกสัตว์เลื่อยคล้านบินได้ที่เรียกว่าเทอโรเซอ์และสัตว์เลื้อยคล้านในน้ำ เช่น อิคทิโอซอร์กับเพลซิโอซอร์ ก็ตายไปด้วย การที่สิ่งมีชีวิตกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งพากันตายไปจนหมดไม่เหลือนั้น เรียกว่า การสูญพันธุ์ เมื่อสิ่งมีชีวิตหลายๆ กลุ่มพากันสูญสิ้นไปในเวลาพร้อมๆ กันจึงเรียกว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เรื่องเล่าคล้ายเครียด ค่อยๆคิดเล่นกันนะครับ
เสี่ยงโชคจากต้นโพธิ์ ขอลาภจากจอมปลวก
                   352
526
263

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของสัพเพเหระ








ผมจะมาพูดถึงเครื่องรางของขลังที่ค่อนข้างหายากและมีคุณสมบัติเหมือนกัน เพราะในยุคนี้คงไม่มีการสร้างใหม่ได้เหมือนอดีต ถ้าสร้างก็คงมีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ประกอบกับวัตถุดิบที่เป็นองค์ประกอบนั้นค่อนข้างหายาก
ส่วนอาจารย์ผู้เรืองเวทวิชาอาคมนั้นยังคงมีอยู่บ้าง จะเก่งมากเก่งน้อยอันนี้ต้องพิสูจน์กันเอง แต่เท่าที่เห็นคนมักจะหาของแท้แบบดั้งเดิม เพราะมันคุ้มกับสิ่งที่ได้กลับมาคือ ได้ของจากอาจารย์ผู้สร้าง และเวลา เลขเด็ด
ของแก้อาถรรพณ์
วัตถุแก้อาถรรพณ์มีหลากหลายประเภทและชนิดแต่ละชนิดล้วนมีสรรพคุณโดดเด่นต่างกัน อาจมีมากหรือน้อยแต่สรรพคุณหนึ่งที่ต้องมีของวัตถุประเภทแก้อาถรรพณ์ก็คือสามารถป้องกัน แก้คุณไสยมนต์ดำ และแก้อาถรรพณ์อุบาทชั่วต่างๆได้ ผู้คนจึงนิยมพกติดตัวและแสวงหามาครอบครองเพาะสามารถป้องกันพวกวิชาที่เราไม่อาจมองเห็นได้ และไม่รู้ว่าจะซวยพัดมาเข้าตัวเราเมื่อไร นั่นก็คือพวกยาสั่ง ยาแฝด ฯลฯ
ของแก้อาถรรพณ์ที่ได้ชื่อว่าหายาก ทำยาก และขั้นตอนมากนั้น ต้องยกให้เบี้ยแก้และหมากทุย ทั้งสองชนิดนี้มีส่วนประกอบในการสร้างที่เหมือนกันมาก และรูปทรงกลมอีก รวมทั้งพิธีกรรม ขั้นตอนในการสร้างก็ยุ่งยากสลับซับซ้อนเป็นที่สุดเรามาดูที่เบี้ยแก้กันก่อน
ส่วนประกอบได้แก่
1. ปรอท
2. เบี้ย
3. ชันโรงใต้ดิน
4. ผ้ายันต์สีแดง ลงอักขระ
5. ลวดทองแดง
6. ด้ายถัก (ลงรัก)
สร้างปรอทปิดเบี้ย
เบี้ยอาจหาได้ไม่ยากนัก แต่ที่ลำบากหน่อยก็คือปรอทที่ใส่อุดปากเบี้ยนั้นเองแล้ว ปรอทไม่อาจซื้อหาได้สะดวก ปรอทแท้ๆต้องเป็นชนิดของวิเศษตามธรรมชาติ ไม่ใช่ปรอททากกระจกเงา
ปรอทมีอยู่ 2แบบคือแบบธรรมชาติ และสร้างขึ้นเองปรอทที่เกิดและมีอยู่ตามธรรมชาติก็มีหลายชนิด ตั้งแต่ดีที่สุด-พอใช้ เขาจะใช้วิธีดักจับและใช้วิชาอาคมเข้าช่วย ปรอทจำเป็นต่อ การสร้างของขลังที่ใช้ป้องกัน และแก้คุณไสยอาถรรพณ์ต่างๆ เพราะปรอทเป็นวัตถุธาตุอาถรรพณ์
ในตำราโบราณ ปรอทมีด้วยกันหลายชนิด คุณสมบัติพิเศษของปรอทคือเป็นธาตุที่เคลื่อนไหว ย้ายตัวเองได้รวดเร็วเหมือนมีชีวิต จึงมีการกินหรือเสพอาหารในแต่ละระดับชั้นของปรอทก็แตกต่างกัน เสพอาหารไม่เหมือนกัน เมื่อเราไม่อาจหาปรอทชั้นดีมาได้จึงจำเป็นต้องหาทำเอง และมีคุณสมบัติของอาถรรพณ์อยู่เหมือนกัน
ปรอทสร้างเอง
-ปรอทไก่ เป็นปรอทที่ได้มาจากไก่ มีลักษณะดังนี้ คือสมัยก่อนหากต้องการปรอทเขาจะทำเองแบบง่ายๆอย่างะรรมชาติ และดุเหมือนจะธรรมดาที่สุด โดยการนำไก่ตายใหม่ๆ มาฝังดิน วันสองวันเท่านั้นก่อนไก่จะเน่าหนอนจะชอนไชปรอทตัวนี้จะเสพซากชีวิตที่ตายแล้ว
-ปรอทไข่ เป็นปรอทที่มาจากไข่ ใช้ไข่เป็ดดีที่สุด ตัวนี้จะมาเสพของเน่าเหม็น
   
วิธีที่ทำ ใช้ปลายเข็มเจาะเข้าที่เปลือกไข่ นำไข่ใส่ตะกร้าผูกเชือกหย่อนแช่ลงในบ่อน้ำเน่าเหม็นน้ำขังเน่าเสียสีดำๆกลิ่นโคตรเหม็น ให้โคลนตมกลบตัวไข่ ประมาณ15-30 วัน (จะใช้ไข่กี่ฟองก็ได้แค่อดทนและรอเท่านั้น)
ปรอททีอยู่ภายในไก่และไข่นั้น จะต้องใช้อาจารย์ผู้ร่ำเรียนวิชาอาคมที่สามารถควบคุม เรียกปรอทมาได้ โดยต้องทำให้ปรอทแข็งตัวไม่มีวิ่งหนีไปไหนได้อีกด้วย ปรอทที่ใช้บรรจุในตัวเบี้ยแก้ คือปรอทดินหรือเรียกปรอทเป็น จึงต้องทำให้ปรอทแข็งตัวก่อน มิเช่นนั้นคงยากจะจับอยู่
ถ้าเราเข่าเบี้ยแก้ที่ปิด ผนึกปรอทไว้ภายในแล้วลองเอาแนบหูฟังก็จะได้ยินเสียงเหมือนน้ำกระฉอกอยู่ภายในเบี้ย
(แต่ต้องทำการปลุกเสกก่อนที่จะบรรจุเข้าในเบี้ย)
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ปรอทเกิดความตื่นตัว และเกิดอานุภาพตามแบบเฉพาะของปรอทชนิดนั้นๆ เป็นการปลุกเสกอานุภาพและเสริมพลังเข้าไปอีก เพื่อให้ปรอทมีฤทธิ์มากยิ่งขึ้น เมื่อเสร็จจึงกรอกลงในเบี้ยใส่ อย่าให้ล้นหรือใส่น้อยจนเกินไป
เสร็จแล้วจึงเอาชันโรงใต้ดินมาอุดบริเวณปากร่องได้ท้องเบี้ยให้สนิท เพื่อกันปรอทเล็ดรอดออกมาได้ นัยว่าจะใช้อย่างอื่นมาอุดก็ไม่ได้ต้องเฉพาะชันโรงใต้ดินที่มีวิธีการปลุกเสกเพื่อให้เกิดพลัง  พอจะนำมาปิดปากเบี้ย พลังต้องสามารถควบคุมปรอทไว้ภายในได้อีกด้วย
พอปิดปากเสร็จให้หุ้มด้วยผ้าแดงพิเศษคือผ้าที่ลงเลขยันต์อักขระพระคาถาต่างๆไว้แล้วจากนั้นค่อยๆใช้ด้ายถักหุ้มที่ตัวเบี้ยนั้น โดยใช้ลวดทองแดงขดเป็นห่วง เพื่อนำมาแขวนคอได้ แค่ในยุคก่อนนั้นจะใช้ผูกที่เอว เพื่อป้องกันอันตรายให้แกเด็กๆทางด้านแคล้วคลาดและปลอดภัย (ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับพระคาถาทั้งสิน)
เบี้ยแก้มากด้วยสรรพคุณวิเศษ สามารถช่วยด้านคงกระพัน ป้องกันเสนียดจัญไรอีกทั้งยังกับคุณไสยมนต์ดำ ยาสั่ง ช่วยป้องกันภูตผีปีศาจ เสริมด้านเมตตามหานิยมอีกเพิ่ม
หมากศักดิ์สิทธิ์
แล้วทำไมจึงเรียกว่าหมากศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะมันไม่ใช่หมากธรรมดา แต่มีสรรพคุณเป็นยอด เรียกว่าไม่แพ้เบี้ยแก้เหมือนกัน โดดเด่นทั้งด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย ป้องกันหลายด้าน ทั้งสามารถขับไล่ ภูตผีปีศาจ อาถรรพณ์ เสนียดจัญไร อัปมงคลต่างๆ ต้องใช้หมากตายพรายที่ตายยาก!
ทั้งนี้เพราะต้นหมากเป็นไม้ยืนต้น อายุยืน แถมมีความอดทนสูง ตายยาก การจะหาต้นหมากตายพรายสักต้นจึงยากตาม พอพบก็ต้องเลือกต้นที่ไม่ถูฟ้าผ่าหักกลางต้นแล้วตาย ตายเพราะถูกน้ำท่วมขังแล้วลูกต้องดกไม่ตาย?
หมากที่นำมาทำเป็นเครื่องรางนี้เรียกว่า “หมากทุย” มีการสร้างในหลายสำนักและอาจารย์ แต่ที่ดังและยังเสาะหากันอยู่ก็คือหมากทุยของหลวงพ่อเอี่ยม ส่วนสูตรการทำนั้น แต่ละพระเกจิฯ ท่าน ก็มีแบบเฉพาะส่วนตัวกันไป แต่ในภาพรวมก็จะคล้ายกัน
จะต่างกันก็แค่ความเคร่งและลูกแบบเบื้องต้น เหตุที่หมากของหลวงพ่อเอี่ยมท่านดังก็เพราะความเคร่งครัด เข้มงวดในการสร้างของท่านเป็นอย่างมาก ประกอบกับถ้าทำพลาดก็คือไม่สำเร็จ ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ โดยเฉพาะต้นหมาก วิธี การเก็บของท่านก็ยุ่งยากกว่ารายอื่นๆ
กว่าจะได้ต้นหมากตามต้องการสักต้น ก็ไม่ใช่เรื่อง่าย ถ้าได้แล้วก็ต้องพิจารณาดูว่ามีลูกดกหรือไม่ อีกทั้งลูกที่มีต้องไม่อ่อนและแกเกินไป เวลาจะขึ้นก็ต้องว่าพระคาถาไปตลอดจนถึงยอดหมาก ห้ามใช้มือเด็ดลุกอีกด้วย ต้องใช้ปากคาบพร้อมกับว่าพระคาถา (หมากที่ได้จึงวิเศษเป็นเลิศในเครื่องราง)
อุปกรณ์ในการทำ
1. ผลหมากตายพราย
2. ชันโรง ใต้ดิน
3. เม็ดพระธาตุ / กระดาษสา
4. มีดกว้าน
5. พระอักขระคาถา
6. รัก
7. เชือกถักหมาก
8. อักขระ พระคาถาบรรจุ
(เมื่อได้หมากตามที่อาจารย์ต้องการแล้ว ต้องดึงขั้วจุกที่ลูกหมากออกก่อนเป็นเคล็ด)
แล้วจึงลงมือ กว้านเอาเนื้อหมากออกให้หมด สมัยโบราณจะนำพระธาตุมาบรรจุในผลหมาก(แต่พระธาตุไม่ใช่ของหาซื้อหรือเก็บกันได้ง่ายๆ)
ดังนั้น ท่านจึงใช้วิธีเขียน “นะ โม พุท ธา ยะ” พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ลงบนกระดาษสา แล้วยัดใส่ในผลหมากแต่ละลูกแทนพระธาตุ(แบบโบราณ) เสริมด้วย
“มะ อะ อุ” หัวใจมหาอุด
ตามด้วยการอุดชันโรง ใต้ดิน เพื่อป้องกันความชื้นและแมลงต่างๆ ไม่ให้เข้าไปทำลายถึงเนื้อใน และพระคาถาที่เขียนบรรจุไว้ ผลหมากมีความคงทนและอายุยืนกว่าผู้ใช้มากนัก
ความสำคัญของพรคาถาที่บรรจุก็แล้วแต่อาจารย์แต่ล่านอาจมีสูตรลับเฉพาะต่างๆกันไป ท่านจะทำทีละลูกๆทำมากก็คงหมดพลังเยอะ จึงต้องค่อยๆทำ ครั้งหนึ่งก็ได้หมากวิเศษไม่มากนัก สิ่งที่เหมือนกับเบี้ยก็คือการบรรจุของขลังศักดิ์สิทธิ์ไว้ภายใน
นั้นก็คือเบี้ยที่ใส่ปรอทของอาถรรพณ์ ส่วนหมากใส่พระคาถาอันเปี่ยมด้วยพุทานุภาพ แล้วผลแห่งความศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏมาถึงปัจจุบันอานุภาพแสนมหัศจรรย์ที่ถูกสร้างออกกมาเป็นเครื่องรางเก่าแก่และหายากในวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผีโพง


ผีโพง






ลักษณะ : เป็นคนที่โดนผีโพงเข้าสิง และจะเข้าสิงร่างนั้นตลอด คนที่โดนผีโพงสิงมักจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองโดนสิง ผีโพงนั้นจะมีรูปร่างเหมือนคนทุกประการ แต่มีแสงไฟออกจากจมูก จะมีอยู่สามสี คือ สีแดง สีม่วง และสีเขียว

อาหาร : ผีโพงจะชอบกินเมือกกบ เมือกเขียด แล้วก็คลายทิ้ง กบ เขียดนั้นก็จะตาย

เรื่องเล่า : คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาว่า ก่อนออกไปหากิน ผีโพงจะเอาจมูกไปเสียดสีกับบันไดบ้านให้แดงก่อนออกไปหากิน พอใกล้สว่างก็จะกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม คนที่มีคาถาอาคมสมัยก่อน ถ้าสงสัยว่าใครเป็นผีโพง ก็จะร่ายคาถา แล้วกลับบันไดบ้านของผีโพง เมื่อผีโพงกลับมาที่บ้าน ก็เห็นว่าบ้านเป็นของตนเอง แต่บันไดไม่ใช่ มันก็เดินวนเวียนอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ จนรุ่งเช้า มีคนมาพบเห็นเข้าก็จะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นผีโพง คนที่เป็นผีโพงก็จะอับอาย หรืออาจหลบหนี้ไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าผีโพงรู้ว่าใครแกล้งมัน มันก็จะอาฆาตแค้นเมื่อคนที่ร้ายมัน พลังอ่อนลง มันก็จะกลับมาแก้แค้น โดยเอาก้านกล้วยแม่หม้ายพุ่งข้ามหลังคา

ผีโพง จะเป็นตอนกลางคืน ช่วงที่ชาวบ้านพบเห็นบ่อย จะอยู่ในช่วงฤดูฝน ช่วงตอนฝนตก มักจะเห็นแสงสว่างสีแดง ม่วง เขียว ที่จะสว่างแถวกลางทุ่งนาแล้วดับ แล้วก็ไปสว่างแล้วดับอีก ไปเรื่อยๆ บางก็เล่าว่าจะมีแสงไฟตกจากจมูก เหมือนหยดน้ำด้วย ถ้ามีคนตามรอยผีโพงไป ก็จะเจอกับ กบ เขียด ที่จะนอนตายตัวแข็งตามท้องนา ถ้าหากว่าคนไปเจอกับผีโพงเข้า แล้วเห็นว่าผีโพงนั้นเป็นใคร ผีโพงมักจะบอกว่า “มันเป็นวิบากกรรมของมัน ที่ต้องมาชดใช้กรรมแบบนี้” และอ้อนวอนอย่าให้บอกใคร ผีโพงก็จะเสก ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ (ถ่านมี่ คือถ่านสีดำ ที่ใช้ก่อกองไฟในครัว) ให้กล้ายเป็นทองคำ แล้วเอาจ้างคนที่พบเห็น เพื่อที่จะไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่รับปาก หรือไม่รับทองคำนั้นมา ผีโพงก็จะทำร้าย หรือทำให้เรากลายเป็นผีโพงเหมือนมัน หรือใต้ถุนบ้าน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านเจ็บป่วย หรือตายหมดทั้งบ้าน
เมื่อรับทองคำนั้นมาแล้ว ตอนเช้าทองคำนั้นก็จะกลายเป็นใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือถ่านมี่ เหมือนเดิม คนที่พบเห็นจะต้องเก็บนี้เป็นความลับ แต่ถ้าจะบอกกับผู้อื่นก็ห้ามพูดชื่อ ว่าใครเป็นผีโพง ถ้าเกิดพูดชื่อออกไป ผีโพงจะมีญาณรับรู้ได้ทันทีว่าเราเอาความลับของมันไปบอกคนอื่น มันก็จะตามมาทำร้ายเราที่บ้าน โดยใช้ ก้านกล้วยแม่หม้าย (ก้านกล้วยแม่หม้าย คือก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้ว เหลือใบตองส่วนปลายไว้นิดหน่อย) พุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน

ฉะนั้นในคนสมัยก่อนมักจะบอกให้เราฟันก้านกล้วย ออกสอง 2 ท่อน หรือหลายๆท่อน เพื่อที่จะไม่ให้ผีโพงนั้นนำไปใช้ได้อีก

ชาวบ้านพบเห็นผีโพงครั้งสุดท้ายในช่วงปี พ.ศ. 2514 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นอีก

แหล่งข้อมูลจาก ชาวบ้านตำบนแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

ผีโพง เป็นผีประเภทเดียวกับผีกระสือ เป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ผีโพงเกิดจากว่านชนิดหนึ่ง เรียกว่าว่านผีโพง ซึ่งมีสีขาว รสฉุนร้อน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกิน ทำให้เกิดแสงส่องสว่างแบบแมงคาเรือง

เมื่อจะออกหากิน ผีโพงจะออกไปในรูปลักษณ์รูปร่างหน้าตาเหมือนกับเจ้าของว่าน ไม่ได้ถอดหัวกับไส้เหมือนกระสือ มาในรูปร่างกายมนุษย์ทุกอย่าง แต่จะมีดวงไฟเล็กๆ สว่างเรืองๆ อยู่ที่ปลายจมูก และหยดลงเป็นหยดๆ เหมือนหยดน้ำ ฝีโพงจะออกหากินตามหนองน้ำ หรือทุ่งนาหลังฝนตก อาหารของผีโพงคือกบ และเขียด ซึ่งผีโพงจะกินด้วยการจับมาดูดเอาเมือกกินทีละตัวๆ

โดยปกติ ผีโพงจะกลัวคน และหลบหน้าคน ไม่ยอมให้ใครมาเห็น หรือจำได้ว่าตนเป็นใคร หากมีคนบังเอิญมาพบ คนผู้นั้นไม่ได้ทำอันตราย หรือวิ่งหนีไป ผีชนิดนี้จะเข้ามาเจรจา บ้างก็เสกก้อนหินเป็นเหรียญ เสกใบไม้เป็นธนบัตร แล้วเอามาให้คนๆนั้น แล้วบอกว่าอย่าบอกให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่กลับไปบ้านของพวกนั้นจะกลายเป็นสภาพตามเดิม แต่ถ้าหากใครทำให้เจ็บใจ หรือนำเรื่องไปบอกชาวบ้านว่าตนเป็นใคร ผีโพงจะเอาคานของแม่ม่ายพุ่งข้ามหลังคาบ้าน แล้วในทีสุด คนคนนั้นก็จะพบกับความพินาศวอดวาย หรือไม่งั้น ก็จะนำเอาก้านกล้วยที่ถูกตัดเอาใบออกไปหมดแล้ว พุ่งข้ามหลังคาบ้าน คนภาคเหนือสมัยก่อนเมื่อตัดใบกล้วยนำไปใช้แล้วจึงมักจะสับก้านกล้วยให้เป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปทิ้ง หรือไม่งั้นก็จะถ่มน้ำลาย ใส่ในหม้อน้ำดื่ม บ้านคนที่เห็นหน้าตนและนำไปบอกคนอื่น หรือทำร้ายตนเอง เพื่อให้บุคคลผู้นั้นกลายเป็นพีโพงต่อไป

หากมีคนทราบว่าตนเป็นใคร จะอยู่ได้ไม่เกินสามวัน จะมีตุ่มน้ำหนองพุพองทั่วร่างกาย แล้วสิ้นใจไปที่สุด

ผีโพง ชอบกินของสดของคาว เช่น คาวจากปลาสด แต่ที่ชอบมากที่สุดคือ คาวจากเขียด ผีโพงจะอยู่ในเรือนของคนที่เป็นร่างสื่อ เมื่อจะออกหากินจะเข้าสิงคนที่เป็นร่างสื่อแล้วบังคับให้ออกหากิน ส่วนมากจะออกหากินในเวลากลางคืน มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า หากอยากรู้ว่าผู้ใดเป็นร่างสื่อของผีโพง ให้สังเกตดูที่ปลายจมูกของบุคคลนั้น ถ้ามองดูห่างๆ จะเห็นเป็นสีแดงมากกว่าคนทั่วไป ถ้าดูใกล้ๆ จะเห็นมีเส้นเลือดแดงขวักไขว่ ถ้าร่างสื่อเป็นหญิงนอกจากปลายจมูกจะแดงแล้ว ปลายผมยังแห้งงออีกด้วย

ถ้าวัดมีงาน ผู้ดูแลหอศาลจะเป็นคนนำพานข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนไปบอกกล่าวให้ผีเสื้อวัดได้รับรู้ เพื่อขอให้ช่วยดูแลงานให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดเรื่องร้าย หรืออย่าให้มีอุปสรรคใดๆ ระหว่างที่วัดมีงาน เช่น งานปอยหลวง (งานฉลอง) จะกี่วันก็ตาม ผู้ดูแลจะเป็นผู้จัดสำรับอาหารคาวหวานจากวัดไปถวายโดยตั้งไว้บนหอศาลทุกวัน

ผีโพงจะออกหากินในเวลากลางคืน ถ้าเป็นฤดูฝนโอกาสดีจะออกหากินบ่อย ส่วนมากจะเป็นคืนข้างแรมหรือคืนเดือนมืด เวลาประมาณหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เมื่อชาวบ้าน และคนในครอบครัวนอนหลับกันหมดแล้ว ผีโพงจะเข้าสิงร่างสื่อแล้วบังคับให้ลงจากเรือน โดยคนที่เป็นร่างสื่อจะรู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง เมื่อลงไปข้างล่างจะเอาจมูกถูกับเสาเรือนเพื่อให้เกิดพลังแสงก่อนแล้วจึงเดินออกไปกลางทุ่งนา ที่ปลายจมูกจะมีแสงสีแดงลักษณะคล้ายไฟน้ำตกสาดแสงออกมาเพื่อส่องหาเขียด เมื่อพบเขียดจะจับขึ้นมาจูบกินคาว เมื่อคาวหมดก็จะทิ้งไปแล้วหาตัวใหม่ต่อ จับไปจูบไปจนกว่าจะอิ่ม ใช้เวลาคืนหนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าคืนไหนไม่มีสิ่งรบกวนจะใช้เวลาหากิน 2-3 ชั่วโมง แล้วจึงกลับขึ้นเรือนและเข้านอน โดยคนที่เป็นร่างสื่อจะรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นคล้ายฝันไป มีคนเล่าว่าเวลาเช้ามืดถ้าออกไปสำรวจดูบริเวณที่เราเห็นแสงของผีโพงในคืนที่ผ่านมา จะเห็นเขียดนอนตายตามคันนาเป็นระยะๆ ในลักษณะตัวเหยียดยาว

คนที่มีเรือนใกล้กับเรือนของคนที่เป็นผีโพงเล่าให้ฟังว่า ได้เคยแอบดูพฤติกรรมของคนที่เป็นผีโพงมาโดยตลอด จึงได้ทดลองวิธีการแกล้งผีโพงตามที่คนโบราณบอกไว้ว่า คืนไหนที่มีฝนตกปรอยๆ เขาจะแอบดูตั้งแต่คนที่เป็นร่างสื่อลงจากเรือนไปที่ทุ่งนา เขาจึงไปยกบันไดเรือนของคนที่เป็นผีโพง กลับเอาข้างล่างขึ้นข้างบน หรือสับเปลี่ยนบันไดกับเรือนอื่นที่อยู่ใกล้กัน (การยกบันไดสมัยโบราณไม่ยาก เพราะบันไดทำด้วยไม้ไผ่ และมีขั้นบันได้ 3-5 ขั้นเท่านั้น จึงมีน้ำหนักเบา ยกย้ายได้ง่าย) เมื่อผีโพงกลับจากการหากินจะขึ้นเรือนไม่ได้ เพราะเห็นว่าตัวเรือนเป็นของร่างสื่อแต่บันไดไม่ใช่ เมื่อตามไปดูบันไดเรือนที่อยู่ใกล้กัน เห็นว่าบันไดใช่ แต่ตัวเรือนไม่ใช่ ร่างสื่อของผีโพงจึงไม่กล้าขึ้นเรือน จะอยู่ใต้ถุนเรือนรอจนถึงเช้า เมื่อสว่างแล้วจึงทำทีถือไม้กวาด กวาดตามลานบ้าน เพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้คนในครอบครัวรู้ แต่การแกล้งผีโพงต้องระวังตัวให้ดี เพราะผีโพงจะอาฆาตจองเวร

ครอบครัวใดที่มีสมาชิกในครัวเรือนเป็นผีโพง คนในครอบครัวเดียวกันจะไม่ค่อยรู้ เล่ากันว่าก่อนที่ผีโพงออกหากิน จะสะกดจิตทุกคนในครอบครัวให้หลับเป็นตาย (หลับสนิท) จนกว่าผีโพงจะกลับเรือน คนที่รู้เห็นจึงเป็นคนนอกครอบครัวนั้น

ในระหว่างที่ผีโพงกำลังออกหากินเขียด ถ้ามีใครที่ไปหาปลาพบเห็นเข้า ท่านห้ามเข้าไปใกล้ หรือถ้าเห็นหน้าและรู้จักคนที่เป็นร่างสื่อของผีโพง ก็อย่าได้ทักหรือเรียกชื่อเขา ให้หลีกไปเสีย เพราะอาจจะถูกผีโพงทำร้ายเอาได้ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า มีคนหาปลาไปพบผีโพงในระยะใกล้จนเห็นหน้าและรู้ว่าเป็นใคร ผีโพงนั้นได้เข้ามาขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร โดยขอร้องอย่าได้บอกให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็นผีโพง พร้อมกับควักสิ่งของที่ติดตัวไป เช่น แหวน เป็นต้น ให้แก่คนที่ไปพบ เพื่อเป็นค่าจ้างไม่ให้ไปบอกคนอื่น

ถ้าใครทำให้ผีโพงโกรธ เพราะรู้ความลับของเขาแล้วไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง หรือเข้าไปทักชื่อของร่างสื่อที่กำลังออกหากิน ผีจะอาฆาตและจองเวร โดยผีโพงจะใช้ก้านของใบกล้วย ที่มีคนฉีกเอาใบออกแล้วทิ้งก้านไว้ตามสวน พุ่งข้ามหลังคาเรือนของคนที่ผีโพงโกรธ หลังจากนั้นไม่นานคนนั้นจะมีอาการเหงาซึม ร่างกายซูบผอม และตายในที่สุด ด้วยเหตุนี้คนแต่ก่อน หรือแม้แต่คนในปัจจุบันตามชนบท เมื่อฉีกใบกล้วยออกจากก้านแล้ว จึงตัดให้เป็นท่อนๆ ก่อนจะทิ้ง จะไม่ทิ้งไว้ทั้งก้านอย่างนั้น เพราะกลัวว่าผีโพงจะนำไปใช้พุ่งข้ามหลังคาเรือน บางท้องถิ่นเชื่อว่าถ้าผีโพงโกรธใคร จะใช้ไม้คานพุ่งข้ามหลังคาเรือน คนที่เป็นศัตรูของผีโพงที่อยู่ในเรือนนั้น จะไม่สบายและสุดท้ายก็จะตาย

Ads

Ads